อาจารย์เน โฮฟา หรือ เคนชิโอ โฮฟา ดำรงตำแหน่งปรมาจารย์ของสำนักดาบทาบูราชิ ซึ่งก่อตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 โดยสำนักนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาครั้งแรกด้วยจุดประสงค์ที่มีไว้ปราบปรามแก๊งค์อันธพาลและต่อต้านยาเสพติดในชุมชนย่านฝั่งธน โดยเฉพาะแถบเส้นถนนพระราม 2 และบางแค ซึ่งในครั้งแรกที่จัดตั้งขึ้นต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องทั้งหมด ในปีพ.ศ. 2536

14508470_1581664488795233_1285847803_n
widyanpn.blogspot.com

หลังจากที่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบลงไป 48 ปี ปู่ของเขาได้นำข้อมูลจากแฟ้มลับการฝึกทหารเด็ก จากครั้งที่เขาเคยทำงานลับอยู่ในกองทัพของญี่ปุ่นมาก่อน ได้นำข้อมูลการฝึกซ้อมทั้งหมดมาสอนให้กับอาจารย์เน โดยที่การฝึกนี้ ยังไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ เหตุเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบลงก่อนที่โครงการนี้จะถูกทำอย่างเป็นทางการ

14513576_1581649078796774_684657881_o-1

โดยปู่ของเขาได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด อยู่ในแฟ้มข้อมูลที่ชื่อว่า AU51 ซึ่งปู่ของเขา ได้นำข้อมูลทั้งหมดมาจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ฒันยาชิ ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับกองทัพหรือรัฐบาล แต่เลือกที่จะปกครองตัวเองอยู่ในองค์กรอย่างลับๆ หรือถ้าจะให้เข้าใจง่ายที่สุด พวกเขาเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นนักรบเงาอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง โดยการฝึกของพวกเขา จะฝึกด้วยวิธีที่ค่อนข้างแปลกและมีเทคนิคเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน เพราะวิชาของเขาทั้งหมดถือเป็นความลับสุดยอดและบุคคลภายนอกจะไม่มีสิทธิได้รับรู้ถึงการฝึกฝนทั้งหมด

14483428_1581931068768575_572210971_n

ต่อมาปู่ของเขาได้นำวิชาของพวกนักรบฒันกาจ หรือ ฒันยาชิมาสอนให้กับลูกชายของเขาทั้งสองและผู้ติดตามของเขาอีกสองคน โดยเขาได้ตั้งลูกชายคนเล็กดำรงตำแหน่งเป็นผู้สืบทอดวิชาและควบคุมการฝึกซ้อมทั้งหมดและมีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุด โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้จะถูกเรียกว่า นัลชิ

14469168_1581640908797591_1423252672_n-1

ในปีพ.ศ. 2536 นี้เองที่วิชานี้ได้ถูกถ่ายทอดมาถึงอาจารย์เนและอาจารย์เนก็ได้ฝึกฝนวิชานี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปีพ.ศ. 2539 และวิชาที่ฝึกแต่เดิมจะถูกเรียกรวมๆว่า วิชาฒันกาจ โดยมีวิธีการฝึก วิชามือเปล่า ที่เรียกว่า มวยนังฆระ และ วิชาการใช้ดาบและกระบี่ของมือสังหารนาระในยุคแรก รวมไปถึงการฝึกการใช้อาวุธโบราณในแบบฉบับของโซอันทั้งหมด

14463794_1581670265461322_728359679_n
tw.gigacircle.com

 

ต่อมาในช่วงปีพ.ศ. 2539-2540 ประเทศไทยได้เกิดวิกฤตปัญหาเรื่องยาเสพติดและภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนทำให้มีคนตกงานและมีคนติดยาเสพติด คลุ้มคลั่ง เป็นจำนวนมาก ซึ่งประชาชนที่อยู่ในชุมชนย่านฝั่งธนในตอนนั้นต้องแบกรับปัญหาถึง 3 อย่าง นั่นก็คือ

1.ปัญหาค่าครองชีพที่สูงลิ่วและรายได้ที่น้อยลง

2.ปัญหาคนตกงานที่มีจำนวนมาก บ้างก็ฆ่าตัวตาย บ้างก็ไปเป็นโจร ไล่ปล้น จี้ ชิงทรัพย์ชาวบ้าน

3.กลุ่มคนจำนวนมากที่คลุ้มคลั่งจากอาการเมายาบ้า และวิ่งไล่เอามีดจ้วงแทง ผู้บริสุทธิ์ ตามท้องถนน

14470755_1581654748796207_1886282321_n
ขอบคุณ manager.co.th

และปัญหาคือผู้ที่คลุ้มคลั่งจากอาการนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่กลับมีเยอะจนหน้าใจหาย เพราะใน 1 หมู่บ้าน อย่างน้อยๆ ก็มีคนคลุ้มคลั่งจากอาการเมายาบ้าอยู่ประมาณ 2-5 คน และในตอนนั้นคนที่มีอาการนี้ก็ดูเหมือนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะย่านฝั่งธนเองก็มีพวกที่คลั่งจากอาการเมายาบ้าและสารระเหยอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นในสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ตามท้องถนน ใน 1 จุดที่มีคนเมายาในปีพ.ศ. 2540 เฉพาะในเคหะย่านฝั่งธน 80 % ของบ้านทุกหลังจะมีคนเสพยา จนเหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาในตอนนั้น และในแต่ละจุดที่มีคนคลุ้มคลั่งจากอาการเมายา ในบางครั้งก็แตกฮือออกมา วิ่งถือมีดไล่แทงคนในชุมชนมากกว่า 10 คน ขึ้นไป และอาการคลุ้มคลั่งนี้ทำให้พวกเขาเหล่านั้นขาดสติ จนถึงขั้นคลุ้มคลั่งเอามีดแทงตัวเองและใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ และในเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การที่ใครสักคนจะถูกคนเมายาบ้านับสิบวิ่งเอามีดจ้วงแทงเหมือนฝูงซอมบี้ที่กำลังรุมกินศพ มันคงเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมากสำหรับเขาคนนั้น รวมไปถึงแม้กระทั้งงานวัดก็ยังมีกลุ่มวัยรุ่นที่ฉุดลากหญิงสาวกลางงานวัดไปรุมโทรมข้างกำแพงวัดก็มี

14469294_1581647495463599_172020106_n

จนในวันหนึ่งหลังจากที่อาจารย์เน ได้ฝึกวิชาฒันกาจบนเขาจนสำเร็จวิชาฒันกาจขั้นที่ 4 และได้ลงมาที่กรุงเทพฯ ณ จุดที่เขาได้ไปอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯครั้งแรก นั่นก็คือ เคหะฝั่งธน ย่านพระราม 2 เขาได้เจอกับประสบการณ์นรกที่สุด เท่าที่เขาเคยเจอมา เพราะภาพที่เห็นคือ แทบทุกหลังคาเรือนในชุมชนแถบนั้น ทั้งเด็กๆและวัยรุ่น ทุกคนติดยากันเกือบทั้งหมด แม้แต่พ่อแม่ของบางคนยังนั่งดมกาวอยู่ในสวนสาธารณะ โดยไม่รู้สึกอะไรต่อสายตาของคนที่ผ่านไปมาเลยแม้แต่น้อย และยาบ้าก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น ปั๊มน้ำมัน ร้านขายของชำ ในวัด ศาลเจ้าหรือแม้แต่ในโรงเรียน และในเย็นวันหนึ่ง ณ สวนสาธารณะ ในเคหะย่านพระราม 2 อาจารย์เน ได้ไปนั่งพักผ่อนในขณะที่นั่งดูคนดมกาวไปพลางๆ และเขาได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้” เพราะไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ก็เจอแต่คนนั่งเสพยากันอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีน กัญชา ยาบ้า หรือแม้แต่ไฟแช๊ก ก็ยังมีคนเอามานั่งดม

14522086_1581662705462078_129650737_o
ขอบคุณ pantip.com

จนกระทั่งมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเดินผ่านมาเพื่อที่จะเดินลัดสวนสาธารณะ เพื่อข้ามไปยังอีกฟากถนน แต่เด็กคนนั้นกลับได้ไปเจอกลุ่มวัยรุ่นที่เดินเข้ามารุมไถเงินเด็กนักเรียนคนนั้น เนื่องจาก ตัวของอาจารย์เน ก็มีเงินในกระเป๋า อยู่ค่อนข้างมาก เขาเลยเลือกที่จะรีบวิ่งไปแล้วบอกกับคนพวกนั้นว่า “เด็กคนนั้นไม่น่าจะมีเงินหรอก ถ้าอยากได้ก็มาเอาเงินที่ผมดีกว่า” ทันใดนั้น อาจารย์เน ก็ได้ยื่นกระเป๋าสตางค์ของเขาให้กับกลุ่มวัยรุ่นพวกนั้น และขอให้เขาปล่อยตัวเด็กคนนั้นกลับบ้านไป แต่แล้วเรื่องราวกลับไม่จบง่ายๆแค่นั้น เพราะทันทีที่คนพวกนั้นได้กระเป๋าสตางค์ไป ก็กลับชักมีดออกมา แล้วแทงไปที่ใบหน้าของอาจารย์เน แต่ยังโชคดีที่อาจารย์เนยังสามารถยกมือขวาของเขารับมีดที่ปักลงมาบนฝ่ามือของเขาได้ หลังจากนั้นอาจารย์เนก็เริ่มใช้ท่าทางป้องกันตัวมือเปล่า เพื่อใช้ต่อสู้กับคนกลุ่มนั้น แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นเขาจึงวิ่งเข้าไปในสถานีตำรวจของอีกฟากถนน แต่ตำรวจกลับเลือกที่จะไม่สนใจและไม่รับแม้แต่การแจ้งความเพราะสังคมในช่วงนั้น แก๊งค์ผู้มีอิทธิพลและกลุ่มโจรมีอำนาจมากกว่าตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจบางคนก็ค้ายาเองด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่ออาจารย์เนเห็นว่า ตำรวจทั้งสน. ช่วยอะไรเขาไม่ได้ เขาจึงต้องออกมาวิ่งฝ่าวงล้อมของวัยรุ่นพวกนั้น โดยทิ้งเด็กคนนั้นไว้ใน สน. แต่สุดท้ายอาจารย์เน ก็หนีรอดมาได้แบบทุลักทุเลมาก

14455693_1581651725463176_442075122_o

จนภายหลังอาจารย์เน จึงคิดว่าการฝึกใช้มือเปล่าในการต่อสู้บนโลกของความเป็นจริงนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากหากคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าถืออาวุธหรือมีมากเกินกว่า 1 คน ขึ้นไปและต่อให้สู้กันแบบตัวต่อตัวก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะได้ เพราะเขาได้เล็งเห็นว่า กลุ่มวัยรุ่นที่เอามีดมาแทงเขาในวันนั้น ทุกคนตัวสูงอยู่ที่ประมาณ 175 -180 ซม. และมีรูปร่างขนาดตัวที่ค่อนข้างหนามาก ดังนั้นเขาจึงคิดว่า หากจะใช้วิชาที่สามารถใช้สู้ในโลกความเป็นจริงได้ ควรจะต้องนำวิชาการใช้อาวุธออกมาฝึกฝนใหม่ให้ชำนาญ ดังนั้นหลังจากวันนั้น อาจารย์เน ก็ได้ฝึกฝนการใช้อาวุธโดยเฉพาะ การใช้มือเปล่าปลดอาวุธหรือหลบหลีกอาวุธ รวมไปถึงการใช้ดาบ กระบี่และอาวุธประเภทขว้างหรือยิงระยะไกล ในเวลาต่อมา เขาได้นำออกไปใช้ทดลองสู้กับแก๊งค์อันธพาลเหล่านั้น และเห็นว่าทักษะการการหลบหลีกและใช้อาวุธแบบนาระยุคแรกได้ผลดีที่สุดกับการใช้สู้จริง ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนย่านนั้น เพราะหากเขาใช้ท่าทางในการต่อสู้ หรือปลดอาวุธในแบบของนาระยุคปลายจะไม่สามารถใช้ สู้กับเด็กวัยรุ่นไทยที่ถือมีดสปาร์ต้าได้เลย เพราะคนไทยนิยมถือมีดแค่มือข้างเดียว แล้วเหวี่ยงสับด้วยความเร็วหรือในขณะที่ฟันก็ยกเท้ากระโดดถีบ ดังนั้นการฝึกป้องกันตัวหรือหลบหลีก แบบการสู้กับคาตานะนั้นไม่สามารถนำมาใช้กับแก๊งค์อันธพาลในไทยได้เลย เขาจึงย้อนกลับไปฝึกวิชาการปลดอาวุธในสมัยก่อนยุคนาระ หรือช่วงนาระยุคแรกๆแทน เพราะในยุคนั้นคนนิยมใช้ดาบใบกว้างที่ถือเพียงมือเดียวและใช้กระบี่ที่ถือมือเดียวเช่นกัน ดังนั้นด้วยท่าทางเหล่านั้น จะสามารถสอดคล้องกับการป้องกันตัวในสถานการณ์จริงในประเทศไทยมากกว่า

14502061_1581640825464266_1697330694_n-1

เมื่อเขาได้เอาวิชาออกไปสู้กับแก๊งค์อันธพาลเหล่านั้น คนในชุมชนก็เริ่มสนใจในความสามารถของเขาที่สามารถใช้วิชาที่มี สู้กับแก๊งค์อันธพาลได้ โดยที่เขาไม่บาดเจ็บหรือถูกใบมีดฟันกลับมาเลยแม้แต่แผลเดียว ซึ่งในบางครั้งอาจารย์เนไม่ได้ไปสู้กับแก๊งค์อันธพาลเพื่อตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเขายังนำวิชาที่เขามีไปช่วยเหลือผู้อื่นด้วย แต่ในภายหลังเขาได้มองเห็นว่าเขาไม่สามารถช่วยทุกคนในชุมชนได้ ดังนั้นเขาจึงแอบนำวิชาของเขามาสอนให้กับคนในชุมชนอย่างลับๆ และได้เปิดสอนอย่างไม่เป็นทางการและสถาปนาตัวเองเป็นแก๊งค์อันธพาลกึ่งสำนักดาบในวันที่  2 พฤษภาคม พ.ศ. 2540

14456809_1581643298797352_927186787_o

ต่อมาเขาได้เจอกับชายคนหนึ่งที่เป็นลูกชายของเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ที่ชื่อว่า ธารา และเขาได้มาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์เน จนภายหลัง ธาราได้ขออนุญาตอาจารย์เนนำวิชาของ ฒันกาจ ออกมาสอนให้กับคนนอกอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจารย์เน ได้ปฏิเสธและบอกกับเขาไปว่า กฎของสำนักนี้คือ เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและที่สำคัญ กฎของวิชานี้คือเราจะไม่สอนวิชานี้ให้กับคนนอก เพราะแค่เอาวิชานี้ออกมาสอนอย่างลับๆ ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว อย่าให้อาจารย์ต้องผิดมากไปกว่านี้เลย แต่อาจารย์เน ก็ได้บอกกับธาราไปว่าจริงอยู่ วิชาเดิมเป็นความลับสอนให้กับคนนอกไม่ได้ แต่เดี๋ยวอาจารย์จะคิดค้นวิชาทั้งหมด และประยุกต์ขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อใหม่เอง ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็จะไม่ผิดกฎดั้งเดิมของวิชานี้

1229983_1389232324639102_1513068326_n

ดังนั้นหลังจากปี พ.ศ. 2544 ที่ทางรัฐบาลได้ปราบปรามยาเสพติดกันอย่างจริงจัง จนทำให้บ้านเมืองเริ่มสงบสุขอย่างช้าๆ

14454674_1581643048797377_1549867868_n

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2546 ที่บ้านเมืองเริ่มสงบลง คนในชุมชนเลยเรียกแก๊งค์ของเขา จากแก๊งค์อันธพาลจึงเปลี่ยนมาเป็น สำนักดาบทาบูราชิ แทน ต่อมาได้มีคนมาขอซื้อวิชาของเขาไปจดทะเบียนแต่เขาไม่ขายให้เพราะในตอนนั้นวิชาของเขายังไม่จดทะเบียนเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงยังคิดค้นและดัดแปลงตัววิชาทั้งหมดยังไม่สมบูรณ์ เพราะในตอนนั้นตัววิชาทั้งหมดยังถูกแยกออกมาเป็นหมวดหมู่ นั่นก็คือ วิชา

14466243_1581656305462718_1671176087_o

1.ฮูฒันร่า คือวิชาที่สอนเกี่ยวกับเทคนิคการส่งแรงในรูปแบบต่างๆ

2.โบกะ คือการนำวิชาการใช้หมัดของมวยนังออกมาดัดแปลงขึ้นมาใหม่

3.บายะ คือวิชาการใช้เท้าแบบเพลงเตะของมวยนังแต่นำออกมาใช้และดัดแปลงใหม่เพียงบางส่วนเท่านั้น

4.อังวาติ คือการฝึกฝนร่างกายให้มีความคล่องแคล่วว่องไวและจัดระเบียบร่างกาย เช่นการม้วนตัว กลิ้งตัว กระโดดสูง กระโดดไกล ไต่กำแพง ไต่เพดาน ตีลังกา เป็นต้น

5.ฟิติ คือ การฝึกการล๊อค และการงัด คู่ต่อสู่ให้ล้มลง

6.เคร่า คือ การฝึกท่าการนำคู่ต่อสู้ลงพื้นและล๊อคตามจุดต่างๆของร่างกาย

7.วิชาการใช้อาวุธที่ถูกเรียกใหม่ว่า การฝึกฟันดาบแบบ ชินโบอิ และ ชิโนะเคน และการฝึก บูโยกะ รวมไปถึงโฮฟาทูร่าอีกด้วย

8. หลักธรรมคำสอนจากคำสอนของโพธิ์

ดังนั้นจึงยังไม่สามารถนำมาสอนให้กับคนนอกได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาจะไม่ยอมขายวิชาของตนเด็ดขาด เพราะเขาถือว่า เป็นการเสียเกียรติ์เป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายพอหลังจากที่เขาไม่ขายวิชาของเขาให้กับชายคนนั้นไปไม่นานต่อมาชายคนนั้นจึงได้ทำทั้ง ไฮไฟ ปลอมและข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตปลอม และเริ่มปล่อยข่าวลือเสียๆหายๆ และไม่นานต่อมาเขาก็ได้พากลุ่มของนัก MMA มาที่สำนักและทำทีว่าจะมาขอเรียนวิชาอย่างเป็นมิตร โดยหนึ่งในนั้น มีชายที่ชื่อว่า ตอง วันชิน มาคุกเข่ากราบเท้าขอเรียนวิชาและได้บอกกับอาจารย์เนว่า จะขอสู้กันแบบเบาๆ โดยที่เขาบอกกับอาจารย์เนว่า อันนี้ไม่ใช่การต่อยจริงนะครับ แค่ซ้อมกันเล่นๆ ห้ามต่อยแรงนะครับ อาจารย์เนเลยบอกว่า ได้สิ แต่ต้องระวังพื้นหน่อยนะ เพราะว่า ถ้าพื้นเป็นปูนแล้วไม่มีเบาะแบบนี้มันอันตรายมาก ห้ามทุ่มนะครับ ตอง วันชิน ก็ได้รับปากแล้วบอกว่า ผมไม่ทุ่มหรอกครับ อาจารย์เนจึงตอบกลับไปว่า โอเค ถ้างั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

14459851_1581644198797262_973217960_n
ตอง วันชิน

 

แต่พอเริ่มการซ้อมแบบเล่นๆ แต่ ตอง วันชิน กลับสู้จริงแล้วยกอาจารย์เนทุ่มลง แล้วกดตัวอยู่กับพื้น แต่ก็ยังไม่หยุด อาจารย์เนเลยบอกว่า ถ้าล๊อคแบบนี้ ผมแพ้ เพราะในวิชาผมตอนนี้ มันยังไม่มีท่าตอนนอนสู้ครับ ซึ่งแน่นอนว่า ในมวยไทยก็ไม่มีเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งมวยสากลก็ไม่มีเช่นกัน พอเริ่มยกที่สอง ตอง วันชิน ก็บอกว่าจะไม่ทุ่มแต่อยู่ๆ ยกทุ่มอีก อาจารย์เน เลยกระโดดตีลังกาตามแรง แล้วต่อยหน้า วันชิน ไป 1 หมัด ทันใดนั้น วันชิน ก็ได้ยกมือไหว้ ขอโทษ แล้วขอถอดนวมยอมแพ้ไปเอง แต่ในขณะที่เขาสู้กันกว่าอาจารย์เนจะรู้ตัวก็ถูกฝ่ายของ ตอง วันชิน ได้รุมถ่ายวิดิโอ ตอนเขาถูกทุ่มไว้แล้ว และในอีกไม่กี่วันต่อมา เนื่องจากในช่วงนั้น MMA เป็นกีฬาที่ค่อนข้างใหม่ แล้วคนไม่รู้จัก ดังนั้นพวกเขาจึงเอาคลิปนี้ไปทำข่าวโปรโมท MMA ด้วยการที่ออกข่าวใส่ร้ายป้ายสีไปว่า บิดเบือนศาสนาพุทธ เป็นแก๊งค์ลวงโลก ขโมยเด็ก และ อื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่ามีข้อหากี่กระทงก็ยัดให้หมด โดยที่ตัวของผู้ประกาศข่าวเองก็เลือกที่จะสัมภาษณ์แค่ฝ่ายของ ตอง วันชิน ด้านเดียวและไม่ยอมให้พวกของอาจารย์เน ได้ออกไปพูดแม้แต่คำเดียว ดังนั้นคนที่เห็นข่าวแล้วไม่ได้รู้ถึงความจริงทั้งหมดจึงเข้าใจผิดแล้วคิดว่าสำนักของอาจารย์เน เป็นพวกมารสังคม ทั้งที่พวกเขาไมได้เคยไปทำผิดอะไรมาเลย แต่กลับไม่มีโอกาส ได้ไปออกทีวีในช่องไหนเลยในช่วงนั้นเพื่อที่จะบอกกับทุกคนว่า สิ่งที่ ตอง วันชิน พูดมานั้น ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะคำพูดของ นักข่าวช่อง 3 ที่พูดออกมาก็ตั้งใจป้ายสีให้สำนักของเขาถูกสังคมรุมประนาม จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2555 วิชาของเขาได้ถูกจดหลักสูตรขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์โดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตามหลักของสมาคมในปี พ.ศ.2555 

14469388_1581656345462714_1205132386_n

ในปี พ.ศ.2556 อาจารย์ต้น หย่งชุน ก็ได้เอาเรื่องประเด็นข่าว ฮูฒันร่า ออกมาพูดกับโลกโซเชียลอีกครั้ง และเขาได้อ้างว่า เดี๋ยวจะไปเหยียบสำนักฮูฒันร่าดูซะหน่อย ทันใดนั้น ธาราได้เห็นข้อความที่เขาโพสต์ไว้ในเฟสบุค จึงได้เกิดการปะทะ ระหว่าง อาจารย์ต้น หย่งชุน VS ธารา ฮูฒันร่า ขึ้นมา โดยอาจารย์ต้น หย่งชุน กับธารา ตามจริงต้องสู้กันแบบตัวตัว แต่อาจารย์ต้นกลับให้ ครูบิง ออกมาต่อยกับธาราแทน จนพอเห็นท่าว่าธาราเริ่มเหนื่อยแล้ว จึงขอเข้ามาต่อยกับธาราต่อ เป็นคู่ที่ 2 เลยทันที แต่หลังจากการปะลองครั้งนั้นอาจารย์ต้น หย่งชุน ที่ฝึกมากว่า 20 ปี ไม่สามารถสู้กับ ธารา ซึ่งฝึกหมัดโบกะมาได้เพียงแค่ 5 ปี โดยมีกติกาอยู่ว่า หากอาจารย์ต้น หย่งชุน ไม่สามารถต่อยธาราจนแพ้ได้ ธาราจะถือเป็นฝ่ายชนะ แต่ผลกลับดีเกินคาด น่าเศร้าที่อาจารย์ต้น หย่งชุน ต้องโดนธารา กระหน่ำหมัด ลงบนใบหน้าอาจารย์ต้น หย่งชุน อย่างย่อยยับ และหลังจบการปะลองเนื่องจากสังคมไทย ผู้ใหญ่ ถูกเสมอ ดังนั้นอาจารย์เน จึงต้องคุกเข่ากราบเท้าขอขมาอาจารย์ต้น หย่งชุน แทนธารา และหลังจากนั้นอาจารย์เนก็ได้มีการดวลดาบแบบกระชับมิตรกับครูสุระและสฟิงส์ รวมไปถึงวัฒ คูโร่  อีกด้วย

14508676_1581643302130685_797971808_n

แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมานั้นเอง ก็ได้มีเพจปลอมที่อ้างตัวว่าเป็นเฟสบุคของอาจารย์เน ระบาดไปทั่ว อีกทั้งจริงๆแล้ววันที่อาจารย์เน ดวลเพื่อกระชับมิตร กับพวกครูสุระจริงๆ แล้ว อาจารย์เนฟันโดนพวกเขาก่อนทุกครั้งแต่ด้วยความเร็ว จึงทำให้คนดู มองไม่ทันและคนที่ตัดสินว่าใครแพ้ไม่แพ้ ก็คือครูสุระ ดังนั้นอาจารย์เนจึงต้องยอมให้เขาตัดสินว่าแพ้ไปและที่สำคัญก็คือ โดยปกติแล้วถ้าอาจารย์เน มีการดวลเพื่อกระชับมิตร เป็นที่รู้กันว่า เขามักจะพูดว่า ผมแพ้แล้วครับ เสมอ เหตุก็เพราะเขาไม่อยากให้คู่ต่อสู้ ที่ต้องการมาเป็นมิตร เกิดความอับอาย จึงต้องกล่าวคำว่า ตนแพ้ทุกครั้งที่สู้กับมิตรสหาย แต่พวกครูสุระและเพจปลอมกลับเอาคลิปการดวลและรูปภาพตอนที่อาจารย์เน กราบเท้า อาจารย์ต้น มาประจาน รวมไปถึง พวกครูสุระเองก็เอาอาจารย์เน ไปพูดนินทา เสียๆ หายๆ กันอย่างสนุกปาก ทั้งที่พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่า จริงๆแล้ว ใครแพ้ใครชนะกันแน่ จนกระทั่งอาจารย์เน เกิดความไม่พอใจที่พวกเขาเป็นจอมยุทธน่าตัวเมียและไม่รู้จักการให้เกียรติผู้อื่นก่อน แต่กลับเอาชัยชนะที่อาจารย์เน มอบให้ เพราะไม่อยากให้พวกเขาเสียหน้า แต่พวกเขากลับเป็นผู้มาประจานเพื่อทำลายชื่อเสียงของอาจารย์เนซะเอง

14438999_1581640925464256_364965759_o-1

จนกระทั่งสุดท้ายก็ได้เกิดเป็น ศึกการปะทะ ระหว่าง กองทัพอิงผา SCA และครูสุระ รวมไปถึง คนที่ทำเพจปลอมจึงได้นัดกัน ไปตีที่สวนลุม โดยกติกาคือ ใช้อาวุธที่ทำจากไม้ 100 % เท่านั้น สู้กันแบบตัวตัว และมีการอนุญาตให้พักยกได้ และอาจารย์เน ได้บอกกับ อิงผาไปว่า ถ้าจะให้เขาสู้ทั้งหมดเขามีกฎอยู่ว่า ถ้าใครโดนเต็มดอกก่อน จะถือว่าแพ้เลย โดยแลกกับการให้อิงผา เลือกวันเวลาและสถานที่เอง แต่สุดท้ายผลกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะหลังจากอิงผาได้เลือกวันเวลาและสถานที่เองไปแล้ว

14508585_1581647568796925_940958286_n

 

พอถึงวันปะลอง เขากลับเอาโล่ห์มาล้อมแล้วช่วยกันลอบตีหลังของอาจารย์เน ในขณะที่สู้อยู่กับคู่ต่อสู้ของเขา บนสนามปะลอง แต่ช่างหน้าเศร้าที่คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องจริงๆ ทั้งหมด กลับไม่ได้ลงมาสู้เองเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ต้น หย่งชุน ,คนทำเพจปลอม ,อิงผา และครูสุระตัวต้นเรื่อง ทั้งหมดที่ตกลงกันไว้ ว่าจะมาดวลกับอาจารย์เน กลับไม่มีใครลงมาเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับส่งตัวแทนที่ไม่ใช่ตัวต้นเรื่องมาสู้ เช่น ไบรอันส์ , วัฒ , สฟิงส์ , เติ้ล ซึ่งคนเหล่านี้เป็นแค่ลูกหาบปลายเรื่องด้วยซ้ำ แต่ตัวต้นเรื่องกลับไม่มีใครซักคนที่จะลงมาสู้กับอาจารย์เน แบบลูกผู้ชาย

14455739_1581643335464015_199316758_o

จนกระทั่งการดวลยุติ ชัยชนะอยู่ที่ฝ่ายของอาจารย์เน ถ้าให้นับจริงๆ อิงผาได้กล่าวกติกาไว้ว่า ใครที่นัดกันแล้วไม่มาลง ก็ถือว่าแพ้ หากเป็นเช่นนั้นตัวต้นเหตุ คงแพ้หมด และผู้ที่ลงมาปะลอง เติ้ลก็แพ้ วัฒก็แพ้ ถ้านับตามปริมาณคนที่แพ้ แน่นอนว่า ฝ่ายของอิงผา มีจำนวนคนที่แพ้เยอะกว่ามาก ส่วนฝ่ายอาจารย์เน คนแพ้มีเพียงแค่คนเดียว และถ้านับตามกติกา ที่อิงผาเป็นคนตั้งไว้ เท่ากับฝ่ายอาจารย์เน เป็นฝ่ายชนะ

14509287_1581640782130937_659661117_n
ครูอิงผา

แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ หลังจากการปะลอง อาจารย์เน ได้ไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อเอ็กเรย์กระดูกสันหลังที่ถูกพวก อิงผา ลอบตีหลังในขณะที่ เขาได้ต่อสู้กับคู่ต่อสู้แบบตัวตัวอยู่ และในขณะที่เขายังอยู่ในเครื่องเอ็กซเรย์ พวกของอิงผา ก็ได้ตามมาบุกพังประตูของห้องฉุกเฉินเพื่อที่จะเข้ามารุมทำร้ายอาจารย์เนซ้ำใน โรงพยาบาล แต่ยังถือว่าโชคดีที่ลูกศิษย์ของอาจารย์เน 5 คนช่วยกันต้านคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ โดยมีผู้ที่ไปยืนกันประตูไว้เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชายแค่คนเดียว แต่คนในกลุ่มเขากลับพยายามรุมกระทืบลูกศิษย์ที่เป็นผู้หญิงเพื่อที่จะเข้ามาตีคนเจ็บในโรงพยาบาลให้ได้

14459810_1581648025463546_528004049_n
ครูสุระ

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น พวกอิงผา ที่พ่ายแพ้ในการปะลองในครั้งนั้นกลับประกาศสู่โลกโซเชียลว่า ฝ่ายของตนเองได้ชนะแล้ว และก็ยังมีเพจปลอมที่แอบอ้างว่าเป็นอาจารย์เนระบาดเพิ่มขึ้นอีกเช่นเดิม จนทำให้คนทั้งประเทศรุมเกลียดอาจารย์เน เพราะเพจปลอมเอาภาพถ่ายของอาจารย์เนไปแอบอ้างแล้วใช้ในการด่า มวยไทย เทควันโดและเด็กช่าง รวมไปถึงการด่าในหลวงและการด่าผู้คนอีกมากมาย โดยที่สังคมไม่รู้เลยว่า อาจารย์เนไม่มีเพจ ทั้งที่ อาจารย์เนได้ทำคลิปประกาศออกไปว่าตัวเองไม่มีเพจเป็นร้อยเป็นพันคลิปแล้ว

14455892_1581659645462384_1577171368_o
ขอบคุณ youtube.com

ในปีพ.ศ. 2559 อาจารย์ต้น หย่งชุน ได้นำรูปภาพของอาจารย์เน ตอนกราบเท้ามาประจานอาจารย์เน อีกครั้งหลังเรื่องทั้งหมดเงียบลงไปแล้ว  โดยเขาได้นำรูปภาพที่อาจารย์เน กราบเท้า ไปอ้างว่า อาจารย์เน ต่อยแพ้ตน จนถึงขั้นคุกเข่ากราบเท้าร้องขอชีวิต เพราะเขาอ้างว่า อาจารย์เน สู้ไม่ไหว จนกระทั่งข่าวนี้รู้มาถึงหูของอาจารย์เน อาจารย์เนจึง แปะคลิปหลักฐานถึงความจริงในเหตุการณ์วันนั้นว่า คนที่ต่อยกับอาจารย์ต้น หย่งชุน เป็นธารา และคนที่แพ้ธารา จนโดนต่อยยับ ก็เป็นอาจารย์ต้นเองนี่แหละ ต่อมาอาจารย์ต้นได้โผล่มาที่หน้าเฟสของอาจารย์เน แล้วบอกกับอาจารย์เนว่า ให้ลบคลิป ไม่งั้นเขาจะ ทำลายชื่อเสียงของอาจารย์เน ให้ย่อยยับ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ อาจารย์เนก็อยู่ไม่ได้

14489704_1581643295464019_1331590279_o

วันต่อมาก็ได้มีเฟสปลอมและเพจปลอมที่อ้างว่าเป็นเฟสของอาจารย์เน เต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องไม่ใช่ใครที่ไหนอยู่แล้ว นอกจากคนที่เริ่มเรื่องในช่วงแรกและช่วงถัดมาอีก เจ้าเดิมนั่นก็คืออาจารย์ต้น หย่งชุนนี่เอง จนในภายหลัง อาจารย์เน ก็ได้ประกาศท้าปะลองอาจารย์ต้น หย่งชุน และส่งเทียบเชิญไปที่อาจารย์อนันต์ แต่อาจารย์ต้น หย่งชุนก็ได้หนีไป และไปทำเพจปลอมเพิ่ม เพื่อประจานอาจารย์เนต่อ ต่อมาได้มีผู้ที่ฝึกหย่งชุนคนหนึ่ง ที่อ้างว่าตนเป็นนักเพาะกาย มาพูดจาเสียดสี อาจารย์เน และดูถูกวิชาของเขา อาจารย์เนเลยด่ากลับไป จนทำให้ผู้ชายที่ชื่อว่า ต้น อาโนว์ เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมนักเพาะกายได้มาเห็นข้อความเข้า จึงโทรไปขอท้าปะลองกับอาจารย์เน ซึ่งอาจารย์เน ก็ไม่ขัดข้องอะไร เหตุเพราะ เขาเคยรู้จักกับต้น อาโนว์มาก่อนหน้านี้แล้ว และเคยคุยกันมาอยู่บ้าง โดยไม่ได้มีเรื่องผิดใจอะไรกัน แต่ถ้าหากต้นอาโนว์ คิดว่าการมีกล้ามอย่างเดียว จะสามารถต่อยชนะอาจารย์เนได้ อาจารย์เนจึงบอกไปว่า บอกเลยว่าคุณคิดผิด แต่ถ้าอยากรู้ ผมก็ให้ลองได้ครับ

14446309_1581633265465022_547986672_o

ดังนั้น จึงเกิดเป็น ศึก SINGHA MFC 10 AMATEUR MMA ขึ้น โดยมีบริษัท สิงห์  คอร์เปอเรชั่น เป็นสปอนเซอร์ และมีผู้จัดคือ ครูฝึกหน่วยรบพิเศษ พลาม พรมจำปา เป็นผู้จัดปะลองให้ทั้ง 2 คนในครั้งนี้ ได้ขึ้นชกกันบนสังเวียนแบบ MMA วันที่ 10 ตุลาคม 2559 เวลา 19.00น. ในผับโซนรังสิต ถือเป็นการขึ้นชกบนสังเวียนครั้งแรกของอาจารย์เนเลยก็ว่าได้

ผลจะเป็นอย่างไรนั้น เราคงต้องติดตามตอนต่อไป!!!